ผลผลิต...แห่ง“ผลิตผลการพิมพ์”

 โดย กองบรรณาธิการนิตยสารรักลูก
 
 
  
เคยได้ยินนามสกุลนี้ไหมคะ...คำถามนี้สำหรับคน 100 คน ดิฉันเชื่อว่ากว่าครึ่งที่พยักหน้าว่าคุ้นหูแน่นอน ยิ่งในแวดวงชาวรักลูกด้วยแล้ว ถาม 100 คน พยักหน้า 100 คนเลยล่ะ เพราะนอกจากจะคุ้นหูแล้วยังได้อ่านบทความทางการแพทย์หลายต่อหลายชิ้นจากคนตระกูลนี้ด้วย และอีกหลายต่อหลายคนเลยด้วยซ้ำที่เคยได้รับการรักษาดูแลจากคุณหมอนามสกุลนี้มาแล้ว
ข้ามไปฟากฝั่งคนอ่านหนังสือและชมภาพยนตร์ นามสกุลผลิตผลการพิมพ์ก็เข้าไปโลดแล่นและสร้างชื่อเสียงในแวดวงดังกล่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ
ถ้าความสำเร็จในอาชีพการงาน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชี้เรื่องการเลี้ยงลูกได้ "ดี" ดังที่เราๆ ท่านๆ ให้ความหมาย ดิฉันเชื่อว่า "ครอบครัวผลิตผลการพิมพ์" จะช่วยยืนยันคำตอบนี้ให้หนักแน่นขึ้นค่ะ


1. เส้นทาง...ผลิตผลการพิมพ์
ปี พ.ศ. 2475
ต้นกำเนิดของครอบครัว
ณ เมืองแต้จิ๋วประเทศจีน ชายหนุ่มวัย 20 ปี นายฮักฮี่ แซ่อึ้ง พบกับหญิงสาวชื่อ หลีเซี้ยม แซ่ตั้ง จากการแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ทั้งคู่รู้จักกันและแต่งงานกัน สองปีผ่านมาจึงมีลูกชายคนแรกที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน และลูกชายคนที่ 2 ในปีต่อมา

ปี พ.ศ. 2478
ย้ายถิ่นฐาน บ้านเกิด
ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศจีนเกิดสงครามการสู้รบระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ชายหนุ่มหลายคนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ขณะที่หลายคนออกเดินทางสู่โพ้นทะเล
แต่สำหรับนายฮักฮี่ ด้วยความที่เป็นช่างหลอมดีบุกที่มีฝีมือ และเป็นช่วงที่มีคนติดต่อให้ไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ จึงเดินทางมุ่งสู่ประเทศสิงคโปร์ โดยภรรยาและลูกชาย 2 คนยังอยู่ที่ประเทศจีน

ปี พ.ศ. 2479
ต้องพบกับความยากลำบาก
ทำงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ได้ไม่นานนายฮักฮี่ก็ย้ายมาเป็นช่างหลอมดีบุกที่เมืองไทย โดยภรรยาและลูกชายทั้ง 2 คน เดินทางตามมาอยู่ด้วยกัน
โชคไม่เข้าข้าง เพราะมาทำอาชีพช่างหลอมดีบุกอยู่ประเทศไทยได้ประมาณ 2 ปี ทางการได้มีประกาศออกมาว่าคนต่างด้าวห้ามทำอาชีพนี้...
อาชีพถัดมาของนายฮักฮี่คือรับจ้างเป็นเสมียน ที่ตลาดเก่าขายเป็ด ขายไก่ ตอนนั้นมีลูก 7 คน แต่เนื่องจากรายได้ที่น้อยลง ภาวะลำบากจึงเกิดขึ้น...
"ตอนเด็กๆ ครอบครัวเราค่อนข้างลำบาก เงินเดือนของพ่อที่ผมรู้จะอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อเดือน ดังนั้นลูกๆ แต่ละคนก็ต้องช่วยกันทำงานตั้งแต่เด็ก เรียนหนังสือกลางคืนพ่อจะสอนภาษาจีนเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกๆ ตอนนั้นพวกผมได้รับการศึกษาจากที่บ้านมากกว่าโรงเรียน
ที่คุณพ่อผมมีความรู้เรื่องภาษาจีน เขียนพู่กันเก่ง เพราะสมัยที่อยู่ประเทศจีนท่านจบการศึกษาระดับมัธยม ถ้าเทียบกับการศึกษาของไทยก็ประมาณ ม.ศ.6 ส่วนพี่ชายของคุณพ่อจบมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งในสมัยนั้นทั้งจังหวัดแต้จิ๋วมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่จบมหาวิทยาลัย สำหรับคุณพ่อที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะต้องออกมาช่วยธุรกิจทางบ้าน ซึ่งเป็นโรงงานดีบุก และร้ายขายยาจีน
ตอนเด็กๆ พวกเราลำบากกันมาก ซึ่งพี่ชายคนโต คุณพ่อของคุณหมอประสิทธิ์ คุณหมอประเสริฐ ฯ จะลำบากกว่า เพราะตอนอายุ 15 ปี เขาก็ไปเป็นลูกจ้างโรงงานทำครีมใส่ผม ส่วนพี่ชายคนที่ 2 อยู่ร้านกระจกทำงานเกี่ยวกับตัดกระจก ทำเป็นกรอบรูป ส่วนพี่ชายคนที่ 3 ก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่ที่โรงพิมพ์ สำหรับผมคนที่ 4 ตอนอายุ 12 ปี ก็ตามพ่อไปช่วยทำงาน พออายุ 15 ปีก็ไปเป็นบ๋อยอยู่ที่บริษัทห่วงหลี
หลังจากทำงานเป็นลูกจ้างได้ระยะหนึ่งพี่ชายคนโตจึงเปิดร้านขายเครื่องเขียนเป็นธุรกิจที่เป็นของตัวเองเป็นคนแรกของครอบครัว ซึ่งอยู่แถวๆ วัดไผ่เงิน ส่วนพี่ชายคนที่ 2 เป็นเซลล์ส่งยา ส่วนพี่ชายคนที่ 3 หลังจากเป็นลูกจ้างโรงพิมพ์มาก่อน พอมีความชำนาญ ก็มาเปิดโรงพิมพ์เอง ซึ่งก็มีพี่ๆ น้องๆ มาช่วยกันระยะหนึ่ง"
คุณวิโรจน์ ผู้เห็นและผ่านเรื่องราวมากกว่าใครๆ เล่าให้ฟัง

ปี พ.ศ.2503
เปลี่ยนเป็นผลิตผลการพิมพ์
"ช่วงที่มีการทำโรงพิมพ์นี่เองที่เป็นช่วงของการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล เพราะในสมัยนั้นคนจีนที่ใช้แซ่จะเปลี่ยนมาเป็นนามสกุล เพื่อสะดวกในการติดต่องานราชการ
ส่วนนามสกุลที่คิดไว้ในตอนแรกๆ คือ ปรานีตศิลป์ หรือ ศิลปราณีต แต่เนื่องจากชื่อเหล่านี้มีคนเอาไปใช้หมดแล้ว และพอดีมีนายอำเภอที่ครอบครัวรู้เราจักบอกว่า "ใช้ผลิตผลการพิมพ์สิ เอาไปใช้ได้เลยไม่ต้องกลัวซ้ำ"
ผลิตผลการพิมพ์จึงเป็นสนามสกุลใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หลังทำโรงพิมพ์ได้ 5 ปีก็เลิก เพราะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เนื่องจากในช่วงนั้นมีระบบพิมพ์รุ่นใหม่ๆ เป็นแบบอ๊อฟเซ็ตเข้ามา ซึ่งที่ครอบครัวผลิตผลการพิมพ์มีอยู่เป็นแบบเก่าที่เรียกว่าแท่งกิ๊ก ซึ่งเหมาะสำหรับพิมพ์ การ์ด หรือนามบัตร และเริ่มไม่เป็นที่นิมในตอนนั้น
ปี พ.ศ....
ถึงวันนี้ลูกหลานผลิตผลการพิมพ์ได้เติบโตและก้าวสู่แวดวงสาขาอาชีพต่างๆ ที่ล้วนได้รับการยอมรับ ทั้งสาขาแพทย์และแวดวงหนังสือ โดยมีรากฐานสำคัญมาจากการให้ความสำคัญกับการศึกษา

2. การศึกษา...ฐานรากของการสร้างคนผลิตผลการพิมพ์
ครอบครัวนี้นอกจากจะมีแพทย์อยู่หลายคนแล้ว ก็ยังประสบความสำเร็จในอาชีพอื่นๆ ด้วย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยนั้นคือการที่หัวหน้าครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ที่ทั้งปลูกฝังและสนับสนุนในเรื่องเรียนหนังสือของลูกหลานอย่างเต็มที่
เก่ง...เพราะพ่อแม่
"ครอบครัวให้ความสำคัญกับการศึกษาเยอะมากค่ะ เหมือนกับว่ารุ่นเราเป็นเป้าหมายของรุ่นพ่อแม่ และคุณอาด้วย รุ่นพ่อแม่เรียนหนังสือกันน้อย และทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวยากจนและเป็นคนจีนด้วย คล้ายๆ กับว่าด้อยโอกาสหลายอย่าง เป็นคนจีนที่อยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง และขาดแคลนโอกาสหลายอย่าง ก็เป็นอารมณ์ของพ่อแม่รุ่นนั้น
ดังนั้นพอมาถึงรุ่นลูก เรื่องการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ พอดีดาเป็นคนเรียนเก่ง (หัวเราะ) เป็นความโชคดีที่ไม่รู้มาได้ยังไง อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ แม่สนับสนุนดี พูดแล้วเหมือนอวดเลยค่ะ แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ ดายังจำภาพตอนเด็กๆ ได้ เราไปโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน ขากลับแม่จะมารับ แม่จะซื้อหนังสือนิทานไว้ให้ เมื่อก่อนจะเป็นหนังสือการ์ตูนเด็กแบบน่ารักๆ เป็นหนังสือนิทานถูกๆ ขายตามแผง พอไปรับแม่ก็จะเอามาให้ แม่เรียนน้อยเป็นสาวชาวบ้าน แล้วก็มาเป็นแม่บ้านให้กับคุณพ่อ ไม่รู้เรื่องทฤษฎีใดๆ ในการสอนลูกทั้งสิ้น สิ่งที่แม่ทำดาคิดว่าคงมาจากข้างในตัวเขา " คุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป ผู้คลุกคลีกับงานนิตยสารและเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ชื่นชอบภาพยนตร์ เล่าให้ฟังถึงการส่งเสริมเรื่องการเรียนของพ่อแม่ในสมัยที่เธอเป็นเด็ก
เก่ง..เพราะขยัน
"คุณดา (ธิดา) เขาเรียนเก่ง แต่ผมเก่งประเภทลงทุน คือผมจะอ่านเยอะ เราอาศัยลูกขยัน เวลาสอบก็จะตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเป็นวันๆ อ่านคู่มือสอบ อ่านทุกชนิดที่มีอยู่ในหนังสือ
ตอนผมเด็กๆ คุณแม่จะดูแลทำให้หมดทุกอย่าง จริงๆ ครอบครัวเราฐานะไม่ดีนะ ที่บ้านจะขายของแบบโชห่วย แม่ต้องขายของและเลี้ยงลูกคนเดียว แต่แม่ก็ทำให้ลูกทุกอย่าง เราไม่ต้องทำอะไรเลย อยากถูบ้านก็ต้องไปขอถู ล้างจานนับครั้งได้ กลับมาบ้านพอเราอ่านหนังสือ สักพักแม่จะเอาโอวันตินมาให้ เอานมมาให้ เอาโสมมาให้ ที่บ้านมีอะไรคุณแม่จะขนมาบำรุงเต็มที่" คำบอกเล่าจาก รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
เก่ง..เพราะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้
อีกท่านหนึ่งที่หากจะบอกว่าเป็นคนแรกที่สร้างความภาคภูมิใจและชื่อเสียงให้กับนามสกุลผลิตผลการพิมพ์คือ รศ.นพ.ประสิทธิ์ ลูกและหลานชายคนแรกของตระกูล เป็นเด็กที่เรียนเก่งตั้งแต่อยู่ชั้นประถม และพออยู่ชั้น ม.ศ. 4 แววความเก่งก็ยิ่งเปล่งประกาย เพราะสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จนลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ
"ผมเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เพราะคุณอาณรงค์ (ลูกชายคนที่ 6 ของคุณปู่) เขาเรียนอยู่ก่อนก็เลยพาเราเข้าด้วย ตอนนั้นไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนนี้เลย วันที่ไปสอบเข้ายังแปลกใจ ตอนนั้นโรงเรียนจะดังอย่างไร สำคัญอย่างไรไม่รู้จัก ผมเป็นเด็กบ้านนอกแท้ๆ เลย สมัยก่อนเราอยู่สำเหร่ถือว่าเป็นชานเมือง
เพราะฉะนั้นความรู้เรื่องการเรียนเราก็จะไปเรื่อยๆ ทีละขั้น พอเข้าสวนกุหลาบก็ไม่ต้องคุยเรื่องที่จะเรียนพาณิชย์ แต่จะเป็นเราจะเข้ามหาวิทยาลัยไหน อีกอย่างเราเป็นคนเรียนดีก็จะยิ่งเป็นการผูกมัดว่าเราจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือครับ ผมมีความสุขกับการเรียนรู้ในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้ ผมได้ความรู้ใหม่ดีกว่าได้เสื้อใหม่ เด็กๆ ผมเป็นคนตัวใหญ่ อุ้ยอ้าย สายตาสั้น เล่นกีฬาก็ไม่ได้ หน้าตาก็ไม่หล่อ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง (หัวเราะ) เรียนหนังสือดีอยู่อย่างเดียว ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนให้เรียนหนังสือ หมายความว่าเราไม่มีอะไรทำนอกจากการเรียนหนังสือ ซึ่งผมคิดว่าทั้ง 2 เรื่องเสริมกัน พูดง่ายๆ ก็คือคนทำได้หลายอย่างมีข้อเสียเปรียบ นั่นก็ทำได้ นี่ก็ทำได้ ผมไม่ได้สักอย่างก็เลยทำให้เราโฟกัสเรื่องเรียนเรื่องเดียว (หัวเราะ)" รศ.นพ.ประสิทธิ์ รักษาการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

3.วิถีครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น
ในปัจจุบันครอบครัวผลิตการพิมพ์เข้าสู่รุ่นที่ 4 มีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 79 คน อายุมากสุดคือ 65 ปี ไปจนน้อยสุดคืออายุ 8 เดือน เป็นการแตกหน่อต่อยอด แยกบ้านย้ายถิ่นเพื่อสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งก็มีวิถีแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่แก่นของความดีงามจากคำสอนนั้นยังคงเข้มข้น และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆ ไป โดยมีตัวแทนของ 3 ครอบครัวผลิตผลการพิมพ์จะมาเล่าให้ฟังค่ะ

(ครอบครัวที่ 1)
คุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการและเจ้าของนิตยสารไบโอสโคป
"ตอนนี้กำลังตั้งท้องได้ 2 เดือนแล้วค่ะ สำหรับลูกที่กำลังจะเกิดมาสิ่งที่เราอยากให้ลูกเป็นคือ เป็นคนดี เป็นคนธรรมดาที่สุด ไม่ต้องเรียนเก่งเลิศเลอ ไม่ต้องเป็นเด็กอัจฉริยะ คิดเอาไว้ว่าเราจะให้เขาแต่งตัวธรรมดาๆ เหมือนอย่างที่เราโตมา คือดาชอบแบบเด็กเล็กๆ ใส่เสื้อผ้าเด็กธรรมดา ใส่ผ้าฝ้ายบางๆ ตามประสาเด็ก
เราจะไม่กดดันให้เขาต้องประสบความสำเร็จ หรือต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งมันไม่เห็นจำเป็น ในทางพุทธไม่ได้สอนมาอย่างนั้น ดาอยากให้ลูกเป็นคนธรรมดา เป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสติและปัญญา คาดหวังแค่นี้ ให้คิดถึงคนอื่นเยอะๆ ให้คิดถึงตัวเองมากๆ คือมีความรู้สึกว่า ถ้ามีสิ่งนี้อยู่ในใจจะเป็นภูมิคุ้มกัน เชื่อแบบนี้ค่ะ"
และสำหรับการใช้ชีวิตคุณธิดาบอกว่า
"ดาเชื่อในความพอดี ถ้ายุคนี้ก็ต้องพูดว่าความพอเพียง เชื่อแบบนี้มาตั้งแต่นานแล้ว และเป็นแบบนี้กับทุกเรื่อง งานก็ไม่ได้ทะเยอทะยาน ทำวันนี้ให้ดี คือทำหนังสือที่จะออกเดือนหน้าให้มันดี เป้าหมายของปีนี้คือทำหนังสือให้มันรอดมาอีกปี ดาเป็นคนแบบนี้คืออยู่กับตรงหน้าค่ะ ไม่ได้เครียดว่าอีก 10 ปี ฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะรวยหรือเปล่า ลูกจะเป็นยังไง ไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลย รู้สึกว่าคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่มีวันรู้ แล้วจะคิดไปทำไม
สมัยเด็กๆ จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เราสอบเอ็นทรานซ์เข้าจุฬาฯ และคณะสถาปัตย์เป็นคณะที่เรียนมาก ต้องส่งโปรเจคบ่อยๆ ต้องอดนอนเยอะมาก แล้วก็เครียด เราโดนแม่ด่าอะไรสักอย่างหนึ่ง จำได้ว่าเราเถียงเขาหูดับตับไหม้เลยนะ บอกเขาว่าน่าจะเห็นใจกันบ้างนะ เราอุตส่าห์เลือกเรียนคณะนี้เพราะว่าเราหวังว่าจบออกไปเป็นสถาปนิกเราจะได้ดูแลพ่อแม่ คือตอนนั้นไร้สาระมาก แต่เราก็อ้างให้ตัวเองดูดี
แม่พูดคำหนึ่งว่า ไม่มีใครให้เธอไปเอ็นฯ คณะนี้เลยนะ เลือกเองแท้ๆ เพราะฉะนั้นรับผิดชอบตัวเองสิ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าทำร้ายจิตใจมากเลย แต่ว่ามันจริงมากๆ คือแม่ไม่ได้พูดอะไรคมคาย แต่คือความจริงมากๆ เลย ดาเคยกลับไปย้อนคิดว่า เพราะครอบครัวเป็นอย่างนี้ ไม่ได้หรูหรา หรือถูกปรุงแต่งให้เป็นอะไร คือเป็นคนจริงๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะเป็นคนธรรมดาๆ
พอเราโตมาก็เห็นคนเยอะ เราก็มาทบทวนดู เออถ้าคนเราคิดถึงตัวเองให้น้อยลง คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น คิดถึงธรรมชาติให้มากขึ้น เลี้ยงสัตว์ก็คิดถึงใจสัตว์มากกว่าที่จะคิดว่าสัตว์จะทำอะไรให้ คือคิดถึงสิ่งอื่นให้มากกว่าตัวเอง แค่นี้ก็ตัดอะไรออกไปจากชีวิตได้เยอะ
ปัจจุบันนี้ดาคิดว่าตัวเองสุขุมขึ้น เหมือนกับยิ่งนานยิ่งขัดเกลาตัวเอง เราเลือกแล้วว่าวิถีชีวิตเราจะเป็นอย่างนี้ เราพอใจกับตรงนี้ เราพอใจชัดเจนในเส้นทางชีวิตของเรา เราจะมีความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะทำให้เราแกว่งไปจากทางที่เราเลือก คือเป็นคนอย่างนี้ เราเข้าใจตัวเองชัดเจน จากวันเวลาที่เพิ่มขึ้น หรือประสบการณ์ที่มากขึ้นก็จะทำให้เราแน่ใจในสิ่งที่เราเลือกมากขึ้น คือเราไม่มีคำถามกับตัวเองอีกต่อไปแล้ว"

อ่านต่อได้ในนิตยสารรักลูกเดือน เมษายน 2550 ค่ะ
ข้อมูลจาก : นิตยสารรักลูก ฉบับที่ 291 เดือนเมษายน พ.ศ.2550