ประวัติและผลงาน ป.4 creative home

posted on 10 May 2009 10:20 by filmprempapat

ผลงานที่ผ่านมาและกำลังทำอยู่

1.ที่แท้  

(พ.ศ.2548 ตอนอายุ11ขวบ ได้รางวัลจูเนียร์ยอดแย่ จากโครงการหนังยอดแย่ ม.ธรรมศาสตร์ : คนที่หาแบงค์20 นิทานกระต่ายกับเต่า และวิธีกินถั่วปากอ้า)

 2.ก้อเหมือนเดิม

(พ.ศ.2549 เข้ารอบ1ใน9ช้างเผือกพิเศษ, ได้special jury prize จาก moviemania ม.จุฬาฯ : เรื่องของเด็กที่อยากไปทะเลช่วงปิดเทอม)

3. Shock1-2-3             

(พ.ศ.2549 ได้โล่รางวัล เด็กหนัง จากม.ธุรกิจบัณฑิตย์ : ความประมาทนำมาซึ่งความหายนะ)

4.ความรักคือเส้นขนาน   

(พ.ศ.2550 คุณพ่อเป็นผู้กำกับ จากเรื่องสั้นในนิตยสารแพรว)

5.หนังสั้นเพื่อรณรงค์ความสมานฉันท์    คลิกที่นี่เพื่อรับชม  

(พ.ศ.2550 คุณต้อม ยุทธเลิศ เป็นที่ปรึกษา ทำในรายการทีวีอาสา titv)

6.หนังสั้นรณรงค์ใช้ห้องสมุดอย่างถูกทาง (พ.ศ.2550 รายการทีเคทีน)

7.เบื้องหลังคนดี... 13ปีที่ผ่านมา   

(พ.ศ.2550 เข้ารอบมูฟวี่มาเนีย,ได้การ์ดจากพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ว่าเป็นหนังที่ซึ้งที่สุดในโลก ,ได้ที่2 wellcom mobile ได้เงิน1แสน มือถือเครื่องหนึ่ง และโล่เกียรติยศ)

8. MV การเมืองไทยทำให้เด็กสับสน  (พ.ศ.2550 : การเมืองยุดปฏิวัติ)  คลิกที่นี่เพื่อรับชม

9. MV ไม่มีอะไร (ไอ้มดแดง)   (พ.ศ.2550 : ไม่มีอะไรตามชื่อเรื่องจริงๆ)  คลิกที่นี่เพื่อรับชม

10. MV มาเฟีย เมียนรก    (พ.ศ.2551 MV & Stop Motion : มาเฟียจอมโหดกำลังจ๋อยด้วยอาการกลัวเมีย)  คลิกที่นี่เพื่อรับชม

11. MV โปรดจำไว้ว่า... ฉันรักเธอ   (พ.ศ.2551 ผู้ช่วยผู้กำกับและตัดต่อ ให้คุณพ่อ)  คลิกที่นี่เพื่อรับชม

12. 2008 ปีร่ำรวย หรือห่วยแตก    คลิกที่นี่เพื่อรับชม 

(พ.ศ.2551 ติดร่างแห 30ผกก.ที่ถูกลากมาทำกันคนละเรื่องภายใต้หัวข้อ 2008 ของพี่เต๋อ หนุ่มคลีโอ)

13. คิดถึง      (มี.ค. พ.ศ.2551 ทำในค่ายเยาวชนค้นธรรมนำสื่อความดี : เพื่อนที่คิดถึงเพื่อนๆ)

14. วาไรตี้โต๋เต๋เตะฝุ่น    (มี.ค. พ.ศ.2551 ทำในค่ายเยาวชนค้นธรรมนำสื่อความดี)

15. ฃ ฃวด     (มี.ค. พ.ศ.2551 ทำในค่ายเยาวชนค้นธรรมนำสื่อความดี : หนัง 3 ช็อตเล่าเรื่องการทิ้งขว้างขวดน้ำ)

16. Safety boy : outlet plugs   (พ.ศ.2551 ทำให้ศูนย์วิจัยความปลอดภัย ร.พ.รามาฯ) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

17. SayNo!     (พ.ศ.2551 หนังสั้นรณรงค์เลิกเหล้า รายการทองหลังพระ ช่อง9) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

18. หนังอินดี้ : อดีต    (พ.ศ.2551 ร่วมทำกับน้อง : อะไรคือ"อินดี้")

19. Safety boy : wire keeper   (พ.ศ.2551 ทำให้ศูนย์วิจัยความปลอดภัย ร.พ.รามาฯ) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

20. Safety boy : door slam stopper (พ.ศ.2551 ทำให้ศูนย์วิจัย ร.พ.รามาฯ) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

(title safetyboy : คลิกที่นี่เพื่อรับชม )

21. แค่      (พ.ศ.2548 art-director : หนังรพ.รามาธิบดี)

22. สิ่งสุดท้าย     (พ.ศ.2549 art-director : หนังรพ.รามาธิบดี)

23. sister brother    (พ.ศ.2550 เป็นค่ายที่ทีเคพาร์ค : พ่อ(รับบทโดยพี่ณัฐธรณ์ กังวาลไกล) รักลูกสาว พี่สาวน้อยใจ)

24. เล่าเรื่องรัก    (พ.ศ.2551 MVวายป่วงเล่าเรื่อง ความรักของสมัคร สุนทรเวช+ยอดมนุษย์อุลตร้า+องค์กรZAD+และบัตรเครดิต ที่ดูไม่รู้เรื่อง)

25. เล่ห์รักริษยา    (พ.ศ.2551 : เมื่ออุลตร้าแมนมีความรักกับสัตว์ประหลาด)

26. พรหมวิหาร 4 โอลิมปิก   (พ.ศ.2551 ทำส่งวิชาศาสนา ใช้เพื่อนแสดง) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

27. เมาแล้ว ‘พ่อ’ พาไปไหน  คลิกที่นี่เพื่อรับชม1 คลิกที่นี่เพื่อรับชม2

(พ.ศ.2551 ทำส่งโครงการDNA ได้รับรางวัลชมเชย, ศูนย์วิจัยช่วยเผยแพร่3พันแผ่น)

28. ไมค์

(พ.ศ.2551 ทำส่งโครงการสันติภาพของพี่พัฒนะ จิรวงศ์, ได้ส่งประกวดในงานหนัง4ประเทศ 6งานได้แก่
Circuto, Corconto, Venice, Nippon, Silhouette และ งาน Human right เซบาสเตียนประเทศสเปน และล่าสุดได้รางวัลรองชนะเลิศ สายช้างเผือกพิเศษ มูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 13, ฉายโชว์พิเศษ ในโครงการประกวดภาพยนตร์การเรียนการสอนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8 ณ หัวข้อ "violence" ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา)

29. MV เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย  (พ.ศ.2551 ตัดต่อ และร่วมเขียนบท กับม.ปลาย)

30. กระท้อนลอยแก้ว (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

31. คนไทยหรือเปล่า?   (พ.ศ.2551 ตัดต่อให้น้องชาย : คนไหนคนไทย ถ้ามีน้ำใจก็คนไทยแน่นอน)

32. สองดวงให้เป็นดวงเดียว (2551 เข้ารอบงานศิลปหัตถกรรม เป็นตัวแทนจังหวัดได้แข่งขันระดับภาค : สาวนักปั้น กับหนุ่มนักวาดที่กำลังคิดสั้น)

33. คอมพ์ของผม    (พ.ศ.2551 เข้ารอบงานMMACไปอบรมที่ ม.แม่ฟ้าหลวง : "คอม" มีหลายความหมายอยู่)

34. กระท้อนลอยแก้ว เวอร์ชั่น 2  (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

35. Shock 4 ฆาตกร   (พ.ศ.2551 น้องกำกับ : บางคนไม่รู้ว่าตนคือฆาตกร)

36. สื่อการสอนการล้างผัก   (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

37. สื่อการสอนการตวงของ  (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

38. สื่อการสอนเรื่องถ้วยตวงของเหลว (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

39. สื่อการสอนการเลือกวัตถุดิบ  (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

40. สื่อการสอนกระทงทอง   (พ.ศ.2551 ทำให้อาจารย์วิชาคหกรรมเพื่อเป็นสื่อการสอน)

41. ผสานพลังสร้างสรรค์งานศิลป์  (พ.ศ.2551งานศิลปหัตถกรรม เป็นตัวแทนจังหวัดได้แข่งขันระดับภาค : ก๊อปปี้มาจากเรื่องสองดวงให้เป็นดวงเดียว เพราะโดนอาจารย์ด่าว่า สองดวง มันออกเชิงชู้สาว ...กรรม)

42. มัจฉชาดก    (พ.ศ.2551ทำให้พี่ชมพู่ ม.ราชภัฏเชียงราย) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

43. เผชิญหน้าผู้ว่ากทม.   (พ.ศ.2551ทำให้ศูนย์วิจัยความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาฯ : สัมภาษณ์ผู้ลงสมัครเลือกตั้งทั้งหลาย) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

44. คอยาว how are you?   (มกราคม พ.ศ.2552 โครงการค.คนชนเผ่า กับ งบ9พันบาท : เรื่องราวของชาวกะเหรี่ยงคอยาว)

45. Shock 5 ซ่อนแอบ   (เมษายน พ.ศ.2552 เข้ารอบ 1 ใน 15 เรื่องหนังสั้นผู้กำกับเด็กโครงการ JENESYS ไปประกวด ณ เทศกาลภาพยนตร์เยาวชนเอเชียประเทศญี่ปุ่น : เด็ก 2 คนกำลังซ่อนแอบกับอะไรบางอย่าง) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

46. Shock 7 เล่าเรื่องผี   (เมษายน พ.ศ.2552 น้องกำกับ : เมื่อผีเล่าเรื่องผี)

47. ปืนฉีดน้ำอันตราย   (เมษายน พ.ศ.2552 ทำให้ศูนย์วิจัย รพ.รามาธิบดี) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

48. Shock 6 วาไรตี้ผี   (เมษายน พ.ศ.2552 น้องกำกับ : รายการทีวีตามหาผี และเขาเจอบางอย่างเข้าจริงๆ)

49. พื้นที่ทับซ้อน    (เมษายน พ.ศ.2552 ทำส่งงานHouse of view : หมา และเด็ก 2 คนมีปัญหากันเรื่องพื้นที่บ้าน)

50. MV คนกับควาย   (24 เมษายน พ.ศ.2552 Stop motion rate X : เมื่อชาวนาถูกเอาเมียไป ชาวนาจึงมีเซ๊กส์กับควายแทน)

51. The School beauty   (เมษายน พ.ศ.2552 หนังสั้นล้อขนบการศึกษา 29นาที : โรงเรียนศาสนาแห่งหนึ่งที่ครูวางอำนาจข่มนักเรียน และนักเรียนจึงล้างแค้นครูทีละคน)

52. Shock 8 พี่ฆ่าน้อง   (เมษายน พ.ศ.2552 น้องกำกับ : บางอย่างทำให้พี่ตาย และบางอย่างทำให้พี่ฆ่าน้อง)

53. สงกรานต์นี้มีให้ตาย    (เมษายน พ.ศ.2552 น้องชายกำกับ : เด็กคนหนึ่งซึ่งสงกรานต์พ่อไม่ไปเที่ยวไหน)

54. คอมพ์ของผม (ปรับปรุงใหม่ไฮโซกว่าเดิม) (เมษายน 2552 ทำใหม่เพราะบทดี แต่โปรดักชั่นเข้าขั้นเลว)

55.เพียงสัญญา (หนังสั้นรักแฟนตาซี ความยาว 41 นาที เปิดตัว ณ ทีเคพาร์ค เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2552 ด้วยผู้ชมล้นโรง : หนุ่มน้อย "ตั้ม" กำลังจมอยู่กับความว้าเหว่ด้วยปัญหาด้านสุขภาพและความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง จู่ๆก็มีนางฟ้ามาโปรด เมื่อ "แอน" สาวน้อยสวยใสก้าวเข้ามาในชีวิต แต่ใครจะรู้มั้ยว่า... เธอคือนางฟ้าปีกหัก ที่ต้องการความรักและคำสัญญา) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

56. ทะเล 2020    (พ.ค.2552 หนัง59วินาที เล่าเรื่องทะเลในอีก10ปีข้างหน้า)

57. ใครนินทาฆ่าให้หมด   (พ.ค.2552 น้องกำกับ : เรื่องย่อตามชื่อเรื่อง)

58. Shock 9 สะบายดีไหม   (พ.ค.2552 น้องกำกับ : หนุ่มที่ไถ่ถามความเป็นอยู่ของแฟนเก่า)

59. Stab     (พ.ค.2552 น้องกำกับ : หนังขบถการศึกษา ที่แรงกว่าเก่า)

60. คลองบางพูดไม่ออก (พ.ศ.2552 5นาที เล่าเรื่องคลองบางพูด ที่ตอนนี้ไม่หลงเหลืออะไรให้พูดแล้ว)

61. Shock 10   (พ.ค.2552 น้องกำกับ ว่าด้วย "สนามเด็กเล่นมรณะ" และดอกลีลาวดีเปื้อนเลือด)

62. อนิเมชั่น สนามเด็กเล่น  (พ.ค.2552 น้องกำกับ : เอ็มวีที่เฟรมทำส่งอาจารย์ โดนใช้เพลงสุนทราภรณ์เรียกคะแนน)

63. Shock 11 s.o.s.  (ก.ค. พ.ศ.2552 น้องกำกับ : เมื่อคุณอยู่ในภาวะฉุกเฉิน คนเดียวภายในห้องแคบ)

64. monogamy รักนี้ นอกคอก (ส.ค. 2552 พูดถึงวัฒนธรรมการแต่งงานในเครือญาติ)

65. ไฟฟ้าสถิตย์ (ส.ค. 2552 ตัดต่อให้พี่ชาย : เมื่อไฟฟ้าสถิตย์ทำให้คนรักกัน)

66. วัดจีน 12 ปีที่รอคอย (2552 สารคดีนำเที่ยววัดจีน ทำกับเพื่อนๆ ส่งงานภาษาไทย)

67. สารคดีสนามเด็กเล่นอันตราย (ทำให้ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัย รพ.รามาธิบดี)

68.MV สนามเด็กเล่นมรณะ (ก.ย. 2552 เพลง What a wonderful world กับภาพเด็กที่ตกดอยู่ในจุดเสี่ยง)

69. ไดอารี่สวนนนท์ ตอน มอส เด็ก ฝรั่งเศส (ส.ค.2552 รับงานจากโรงเรียน สารคดี 18 นาที)

70. เผชิญหน้าซูเปอร์สตาร์ มหาเหี้ย (น้องกำกับ ส.ค.2552 รายการทีวีถ่ายที่พัทยาเหนือ: เรื่องราวของนักจัดรายการทีวีที่บุกสัมภาษณ์ซูเปอร์สตาร์ชื่อเปรมปพัทธ(555+) แล้วโดนไล่ออกมาอย่างไม่เป็นท่า)

71. เอ็มวี มาเฟีย Sharpshooter (น้องกำกับ ส.ค.2552 : เน้นอารมณ์และกลิ่นอายมาเฟียที่บรรเลงผ่านเพลงยุค60) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

72. 321 Action : สัมภาษณ์เด็ก 3 คนที่อยากไปญี่ปุ่น (รายการทีวี ก.ย.2552) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

73. 321 Action : สัมภาษณ์พี่มดเอ๊กซ์ผู้ประสานงานJENESYS (รายการทีวี ก.ย.2552) คลิกที่นี่เพื่อรับชม1 คลิกที่นี่เพื่อรับชม2 คลิกที่นี่เพื่อรับชม3 คลิกที่นี่เพื่อรับชม4

74. Good man Bad cloning (หนัง 3 นาทีว่าด้วยการแย่งชิงผลงานทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์(สติแตก) 2 คน น้องกำกับ ก.ย. 2552) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

75. ทางโค้ง (ส.ค. 2552 หนังคุณอนัต ยวงเงินกำกับ ;เปรมปพัทธ จัดหานักแสดง ทำเว็บประกอบฉาก และร่วมแสดงด้วย : โค้งเดียวที่เปลี่ยนชีวิต... ทางโค้ง ...ปาย และอลิน สอบเตรียมอุดม ฟิล์มพี่ชายอลิน และแจนพี่สาวปาย ทั้ง 4 กำลังไปหาพ่อที่โรงพยาบาล และโค้งเดียวที่ทำให้พวกเขาได้ไปโรงพยาบาลจริงๆ) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

76. MV Library ที่รัก (อยู่ระหว่างถ่ายทำ : มิวสิกวิดีโอเพลง when you say nothing at all แบบ Stop motion+Green screen ต.ค. เล่าเรื่องตาเฒ่าที่ได้หนังสือการ์ตูนมาเล่มหนุ่ง แล้วหญิงสาวในการ์ตูนเกิดหลงรักตาเฒ่าเข้า)

77. มงคล กับ คลมง (อยู่ระหว่างตัดต่อ : "เฟรม" น้องชายกำกับ ว่าด้วยเรื่องของมงคล และคลมง ผู้อยากและไม่อยากไปโรงเรียน)

78. ทำหลอก ครับผม (ต.ค.52 น้องชาย เฟรม เปรมปพันธ กำกับ : เมื่อเด็กคนนึงกำลังตัดผมกับร้านตัดผมสุดเพี้ยน)

79. ทำเอง สบายเอง (ต.ค.52 หนังควบของทำหลอก ครับผม น้องกำกับเช่นเคย : เมื่อเด็กคนหนึ่งจัดห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือโป๊)

80. เธอ + ฉัน = เรา (9-11ต.ค.52 ทำในค่ายพลังเยาวชน ฟิ้วร่วมกับสยามกัมมาจลจัดที่เคพาร์ค : เมื่อเธอมองฉัน และเมื่อฉันมองฉัน มุมมองของแต่ละคนกับคนไร้รัฐ) คลิกที่นี่เพื่อรับชม

81. พ่อไม่มาในวันพ่อ (ต.ค.52  : เด็กคนหนึ่งที่กำลังหาพ่อให้ไปงานวันพ่อที่โรงเรียนของเขา)

82. ในหลว_ (ต.ค.52  : คนคนหนึ่งกำลังsearchหาบางอย่างในgoogle)

ภาพจากเรื่องก้อเหมือนเดิม

________________

      มีคนเคยบอกไว้ว่า คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักที่สุดคือคนที่โชคดีที่สุด แต่ถ้าขอเพิ่มเติมไปด้วยว่า ต้องมีความกล้าที่จะทำด้วย คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เพราะหากมีแต่ใจรักแต่ไม่กล้าลงมือทำให้เห็นผล วันสำเร็จด้วยน้ำมือของตนเองย่อมไม่มีวันมาถึงอย่างแน่นอน แม้ว่าผลท้ายสุดจะไม่ได้เป็นไปดังหวังทุกประการ แต่ประสบการณ์การเรียนรู้จากความกล้าและมุ่งมั่นไปให้ถึงซึ่งฝั่งฝันก็คือสิ่งที่ให้คุณค่าต่อชีวิตของคนๆนั้นแล้วมิใช่หรือ?

         เช่นเดียวกับ เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ หรือ ฟิล์ม เด็กหนุ่มอายุ ๑๓ ปีคนนี้ ที่บอกกับเราว่า เขามีความกล้าในการทำความฝันของเขา และท้ายสุดนำมาซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งในชีวิต นั่นคือ การได้นั่งแท่นเป็นผู้กำกับหนังสั้นและมีผลงานพิสูจน์ความสามารถด้วยฝีมือของเขาเอง

         เห็นนามสกุลของเขาแล้ว คนที่ติดตามเรื่องราวของวงการภาพยนตร์ อาจจะรู้สึกคุ้นและเกิดคำถามว่า เกี่ยวข้องอะไรกับ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คุณหมอคอลัมนิสต์ ผู้กำลังทำโครงงานวิจัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์รายเดือน Bioscope

        "ทั้งสองท่านเป็นคุณลุงกับคุณอาของผมครับ" ฟิล์มเฉลย พร้อมกับบอกเพิ่มเติมว่า คุณพ่อของเขาก็เป็นนักเขียนคอลัมนิสต์ประจำให้กับนิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์เช่นกัน โดยใช้นามปากกาเป็นชื่อของเขา เรียกว่า มีสายเลือดของคนรักหนังมาตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว

        "เมื่อก่อนคุณพ่ออยากเป็นผู้กำกับหนังครับ เผอิญจังหวะเวลาชีวิตตอนนั้นอาจจะไม่ลงตัว คุณพ่อไปเรียนทางจิตวิทยา แต่ความชื่นชอบในรูปแบบของการทำหนังก็ยังมีอยู่ ถ้าถามว่าครอบครัวมีส่วนช่วยส่งเสริมหรือเปล่าก็อาจเป็นส่วนหนึ่งครับ แต่ประเด็นหลักๆเลยคือความชอบและศักยภาพของตัวเราเองมากกว่าครับที่ต้องการทำออกมา"

         เขาเล่าว่า จริงๆแล้ว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมีผลงานการกำกับภาพยนตร์ออกมาเป็นของตนเอง แต่อาจเป็นเพราะความสนใจใฝ่รู้บวกกับการปลูกฝังจากครอบครัว ทำให้วันนี้ชื่อของฟิล์ม-เปรมปภัทร ติดทำเนียบผู้กำกับหนังสั้นที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไปแล้ว

         "ในเมืองไทยอาจจะฟังดูว่าแปลกนะครับ แต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆ" ฟิล์มบอกเมื่อได้ยินถึงฉายาของตัวเองที่มีผู้เรียกขานก่อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำหนังว่า

         "ผมก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาทำหนังครับ แต่เผอิญว่าก่อนหน้านี้เคยได้ไปเข้าอบรมกับคุณหมออดิศักดิ์ ซึ่งเป็นน้องชายคุณพ่อ มีการจัดโครงการเด็กไทยปลอดภัย และมีความคิดว่าต้องการจะให้ภาพยนตร์เป็นอีกสื่อหนึ่งที่นำเสนอเรื่องของความปลอดภัย จึงได้มีอบรมหนังให้เด็กไทย พอดีตอนนั้นมีที่ว่างเหลืออยู่ แล้วผมก็รู้จักกับคุณหมอ เลยเข้าไปนั่งอบรมแล้วก็ได้ทำหนังทดลองออกมา"

         ผลงานเรื่องแรกของเขามีชื่อพยางค์เดียวว่า "แค่" นำเสนอเรื่องราวพฤติกรรมการละเล่นที่ไม่ถูกต้องในวันสงกรานต์ แม้ว่าเรื่องนี้เจ้าตัวยังไม่ได้ลงมือกำกับ ได้ทำหน้าที่เป็น Art Director จัดองค์ประกอบศิลป์ แต่ก็เป็นก้าวแรกให้เขาได้เดินเข้าสู่เส้นทางการทำภาพยนตร์อย่างมั่นใจมากขึ้น

          "หลังจากนั้น ช่วงปิดเทอม ซึ่งผมมักจะชอบหาอะไรทำอยู่แล้ว ก็ไปเปิดอินเทอร์เน็ตหาโครงการดีๆ ไปเจอการประกวดหนังยอดแย่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คิดว่าไหนๆก็ไปอบรมมาแล้ว น่าจะลองทำส่งดู แม้ว่าชื่อโครงการจะฟังดูแปลกๆ แต่เขาระบุไว้ว่า ไม่จำเป็นที่หนังจะต้องมีองค์ประกอบครบทุกอย่าง ผมคิดว่า ทางผู้จัดต้องการให้คนทำไม่รู้สึกเกร็ง มีอิสระของการทำหนังอย่างเต็มที่ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ในที่สุดก็มีผลงานการกำกับเรื่องแรกออกมาครับ"

          "ที่แท้" คือชื่อผลงานการกำกับหนังสั้นเรื่องนั้น ซึ่งถ่ายภาพเป็นลักษณะกล้อง Home Video นำเสนอมุมมองของเด็กคนหนึ่ง และก่อนจบโครงการ หนังสั้นกำกับเองเรื่องแรกของเขาก็ได้รับรางวัลจูเนียร์ยอดแย่ ซึ่งเขากลับรู้สึกภูมิใจที่ในที่สุดก็สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้สร้างผลงานและมีการตอบรับ เป็นการให้กำลังใจที่เปิดกว้างแก่ผู้ทำหนังได้มากกว่าการได้รางวัลดีเด่นแต่ไม่มีคนยอมรับ

         "อีก ๖ เดือนถัดมา ผมก็ไปอบรมเหมือนเดิม แล้วก็ทำหนังสั้นออกมาอีก แต่คราวนี้ไม่ได้กำกับ เป็นผู้แสดงและเป็นฝ่ายศิลป์ไปด้วย ชื่อเรื่องว่า 'สิ่งสุดท้าย' นำเสนอเรื่องราวความรุนแรงในครอบครัว หลังจากนั้นมากำกับหนังสั้นอีกเรื่องหนึ่งชื่อ 'ก้อเหมือนเดิม' ครับ"

          ภาพยนตร์สั้นกำกับเองเรื่องที่ ๒ ของฟิล์มนี้ เนื้อเรื่องนำเสนอเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่อยากไปทะเล แต่ผู้ปกครองไม่มีเวลาพาไป ต้องทำงานตลอด และทิ้งให้เด็กอยู่บ้านคนเดียวเสมอ ซึ่งผู้กำกับฯมองว่า นี่คือประเด็นที่เขาอยากสื่อออกมาให้เห็นถึงความน่ากลัวลึกๆของสังคมสมัยใหม่ที่แม้ผู้คนในครอบครัวจะอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ก็ห่างเหินกันในความรู้สึกจนน่าเป็นห่วง ในที่สุดเมื่อนำไปประกวดในโครงการของมูลนิธิหนังไทยเมื่อปี ๒๕๔๙ หนังสั้นเรื่องนี้ได้ติดเป็นหนึงในเก้า เรื่องที่เข้ารอบจากผลงานทั้งหมดกว่า ๓๐๐ เรื่อง และต่อมายังได้รับรางวัล Special Jury Prize จากโครงการ Movie Mania ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

         "อาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน กรรมการตัดสินท่านได้ให้เหตุผลถึงการได้รางวัลว่า เท่าที่ดูมาแล้วทุกเรื่อง หนังสั้นของผมเป็นหนังที่ดูแล้วมีความสุขที่สุด คือจะมีฉากของความอบอุ่นในครอบครัวอยู่ด้วย ทำให้หนังมีความน่ารัก แต่ก็แฝงไว้ด้วยแง่คิดบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว บางคนที่ได้รู้ว่าผมเป็นผู้กำกับฯก็บอกว่าเด็กไปหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะยอมรับกันมากกว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังที่ผมภูมิใจมากๆครับ"

          ฟิล์มใช้เวลาทำหนังสั้นที่เขาชื่นชอบมาโดยตลอดในช่วงหลังว่างจากการเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เช่น เรื่อง "ช็อค" นำเสนอประเด็นความประมาทที่นำมาซึ่งความหายนะ แบ่งเป็น ๓ ตอนใน ๒๐ นาที และเรื่องล่าสุดที่ฟิล์มบอกว่า ทำยากมากที่สุดจนเกือบถอดใจ นั่นคือ "ความรักคือเส้นขนาน" ที่เขากับพ่อได้ร่วมกันทำออกมาจากเรื่องสั้นของคุณพ่อของเขาเอง แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผู้กำกับฯรุ่นเยาว์คนนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้

        "จากการทำหนังผลงานกำกับครั้งแรกจนกระทั่งเรื่องล่าสุด ผมรู้สึกท้าทายดีครับ ได้ทดลองใช้ความรู้ที่เรียนมาทำงานให้เป็นรูปเป็นร่าง เรื่องแรก ความยากง่ายต่างๆอาจจะมีไม่มาก เพราะแค่ถือกล้องถ่ายเดินไปเดินมา กล้องนี้ต้องกดปุ่มบันทึกนี้นะ บทก็ไม่มี พูดกันสดๆเดี๋ยวนั้น พอเรื่องที่ ๒ ใช้กล้องอนาล็อกตัวใหญ่ แถมยังไม่สามารถเอางานลงในไฟล์คอมพิวเตอร์ได้ ต้องตัดต่อในกล้องนั้นเลย ทำให้ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าถ่ายผิดก็ต้องย้อนกลับไปถ่ายใหม่ แต่ก็ถือว่าได้เรียนรู้การทำงานไปอีกแบบครับ พอมาเรื่องหลังๆก็มีการใช้กล้องดิจิทัลซึ่งสะดวกต่อการตัดต่อในคอมพิวเตอร์มากกว่า มีการปรับปรุงบทหรือการกำกับบ้าง ส่วนใหญ่เวลากำกับ ผมจะไม่พยายามแสดงให้เขาดู แต่จะบอกเขาให้คนแสดงทำความเข้าใจกับบทที่เราบอก" ประสบการณ์บางช็อตจากฟิล์ม

         เท่าที่พูดคุยกันเกี่ยวกับภาพยนตร์ขนาดสั้นของเขา จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่จะนำเสนอเรื่องราวของปัญหาน้อยใหญ่ในสังคม ตรงนี้ฟิล์มบอกว่า ไม่ได้ต้องการนำเสนอประเด็นของความรุนแรงแต่อย่างใด เพียงแต่ตนมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนที่พบปะด้วยกัน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ค้นหาความรู้ต่างๆมากมาย ทำให้ไม่อยากเก็บสิ่งดีๆเหล่านั้นไว้เพียงคนเดียว จึงคิดว่าน่าจะสื่อสารออกมาในรูปแบบที่ตนชอบและถนัด

         "ผมชอบในการที่จะได้สื่อสารอะไรออกมา มันเหมือนกับยิ่งทำตรงนี้ เราก็ยิ่งชอบขึ้นเรื่อยๆ เสน่ห์ของหนังสั้นอยู่ตรงที่เราได้สื่อความรู้ของตัวเราเองในสไตล์ที่แปลกออกไปหรือในสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองครับ ผมเคยได้ยินอาจารย์สอนศิลปะท่านหนึ่งเคยพูดประโยคหนึ่งซึ่งผมชอบมากกว่า ศิลปินมองงานศิลปะกับชาวบ้านมองงานศิลปะ ก็จะมีมุมมองแตกต่างกันออกไป เมื่อกระดาษวางอยู่ตรงหน้า คุณสามารถละเลงจินตนาการได้ตามความคิด ไม่จำเป็นว่าต้นไม้จะต้องเป็นสีเขียวหรือช้างจะต้องเป็นสีเทา การคิดออกมาจากกรอบเดิมๆ มันก็ทำให้เรากล้าที่จะสื่อมากขึ้นครับ ...และการสื่อนั้นทำได้หลายทาง ผมเองนอกจากทำหนังสั้นแล้ว ยังชอบวาดภาพ เขียนบทความที่ต้องการสื่อสารความรู้ออกมาให้คนทั่วไปได้รับทราบ ทุกวันนี้ผมก็เขียนคอลัมน์แนะนำภาพยนตร์เพื่อนๆรุ่นเดียวกันได้หามาชมในนิตยสาร Cream ด้วยครับ"

          ถามถึงภาพยนตร์ในดวงใจและผู้กำกับฯคนโปรดของเด็กหนุ่มคนนี้ เขาบอกทันทีว่า ชอบภาพยนตร์แนวปรัชญา Gangster หรือมาเฟียย้อนยุค เพราะหลงใหลในเสน่ห์กลิ่นอายของความเป็นอดีต ขณะเดียวกันก็ยังชื่นชอบภาพยนตร์ยุคปัจจุบันด้วยเหมือนกันที่มีการถ่ายทำโดดเด่นน่าสนใจ

         "ส่วนผู้กำกับฯที่ผมถือว่าเป็นต้นแบบ ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็มี ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ผู้กำกับ The Godfather ทั้งสามภาค และอาเจนโต ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นฉบับของการทำหนังสั้น ส่วนผู้กำกับฯคนไทยจะเป็นคนที่มีชื่อเล่นว่าต้อมหมดเลยครับ ทั้ง วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง เป็นเอก รัตนเรือง และ ยุทธเลิศ สิปปภาค ซึ่งต้อมคนสุดท้ายนี้ ผมก็ได้เคยมีส่วนร่วมในการกำกับหนังสั้นในหัวข้อสมานฉันท์ร่วมกันครับ ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกัน แต่พอได้ร่วมงานจริงๆแล้ว พี่เขาวางตัวเป็นมิตรมากครับ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่างๆ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งในชีวิตเลยทีเดียว"

          ทำหนังสั้นมาหลายเรื่อง ฟิล์มบอกว่า มีความคิดอยากทำภาพยนตร์ขนาดยาวบ้างเช่นกัน เพราะบางครั้งการถ่ายทอดอารมณ์เพื่อให้ดูรู้สึกสมจริง ต้องใช้เวลาที่ยาวนานออกไปอีก แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอจังหวะและของบประมาณที่จะหามาทำต่อไปให้ได้เสียก่อน

         "ในส่วนของอนาคตผมเอง ก็ได้วางเอาไว้หลายๆแบบครับ เพราะขึ้นอยู่กับความชอบของผมในตอนนั้นด้วย บางครั้งอาจมีอะไรที่ทำให้ต้องไปเรียนด้านอื่น แต่ผมอาจจะยังชอบการทำหนังอยู่ เลยต้องวางไว้หลายแบบ เผื่อจะเปลี่ยนหรือตั้งตัวได้ทัน แต่ก็คิดว่าคงไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารมวลชนที่ผมสนใจตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับ"

          ทุกวันนี้ นอกจากการเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ แล้ว ฟิล์มยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการคิดเขียนบทและทำหนังสั้นในยามว่าง โดยเจ้าตัวยืนยันว่า จะขอทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จลงไปได้ก็คือ

         "ความกล้าที่เราจะทำในสิ่งที่เราชอบครับ แล้วความชอบนี้เองก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้งานนั้นสำเร็จลงไปได้ด้วยดี"

          เพราะความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ชอบนี่เอง ทำให้ผู้กำกับฯรุ่นเยาว์คนนี้มีแรงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ต่อไป แม้ว่าจะยังไม่มีผลงานมากมายนักบนเส้นทางภาพยนตร์ แต่ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าตัวตนของเขาได้มีที่ทางอย่างชัดเจนแล้ว คงต้องเอาใจช่วยให้เขาได้ก้าวสู่ฝันครั้งต่อไป 

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ กล้าสู่ฝันในโลกภาพยนตร์
โดย  อนวัช   นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2751 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  10 กรกฎาคม  2550

________________

ในจังหวะชีวิตที่เด็กธรรมดาๆ ต้องกลายมาเป็นผู้กำกับ ต้องยอมรับว่าหลายคนอาจกำลังหมั่นไส้เด็กหนุ่มคนนี้!!!!! ความหมายถูกต้องตามนั้นทุกคำพูด อีกทั้งเจ้าตัวยังออกปากบอกว่าเห็นด้วย
      
       เรากำลังจะพาคุณไปรู้จักกับเด็กหนุ่มในวัย 13 ปี ที่สร้างความสุขให้แก่ตนเองโดยการใช้เวลาว่างที่มีเขียนบทภาพยนตร์ จับกล้องถ่ายทำ และกำกับหนังสั้นด้วยตนเอง จนทำให้นามว่า เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ หรือ ฟิล์ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ถูกจั่วหัวว่าเป็นผู้กำกับหนังสั้นที่มีอายุน้อยที่สุดในเมืองไทยไปแล้ว
      
       ซึ่งหากจะพูดเรื่องแบบนี้ในแถบประเทศโซนฝั่งยุโรปอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกเหลือเชื่อมากนัก แต่สำหรับในบ้านเราต้องบอกว่าหายาก!
      
       ฟิล์มเป็นเด็กหนุ่มเรียนดีที่อาจารย์เห็นคะแนนเฉลี่ยรวมแล้วต้องบอกว่าไม่อยากให้เลือกเรียนในวิชาทำอาหาร โดยให้ย้ายไปศึกษาเรื่องราวของวิทยาศาสตร์แทน ซึ่งดูท่าทางเขาคงไม่ค่อยพอใจกับการตัดสินใจของอาจารย์ครั้งนี้เท่าไหร่นัก แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ นับจากนี้มาดูกันให้รู้แล้วรู้รอดกันว่า ชีวิตของเด็กเรียนดีวัย 13 ปีกับการหันเหมากำกับภาพยนตร์สั้นนั้นจะ ‘แอ็กชั่น’ ‘ดราม่า’ หรือ ‘คอมมาดี’ ขนานไหนกัน?
      
       *เมื่อมนุษย์ตัวเล็กๆ อยากก้าวเป็นผู้กำกับ
      
       เรื่องมันเริ่มต้นจากความชอบ และความสนใจในงานภาพยนตร์มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ในขณะที่ย้อนกลับไปประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นในบ้านเรากำลังเดินทางถึงขีดสุด เด็กหนุ่มจึงตระเวนพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง หลายต่อหลายคอร์ส และเพราะเหตุผลนี้เองทำให้ทุกครั้งที่เด็กตัวเล็กๆ คนนี้ได้ลงมือทำอะไรที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ หัวใจของเขามักจะพองโตมากอย่างไม่น่าเชื่อ!
      
       “วันหนึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องมากำกับหนัง และกลายมาเป็นผู้กำกับหนังที่มีอายุน้อยที่สุดของเมืองไทยในเวลานี้ ต้นเหตุจากความเบื่อหน่ายในช่วงปิดเทอม จึงชวนน้องๆ มาเปิดอินเตอร์เน็ตหาโครงการดีๆ เพื่อจะเข้าไปทดลองล่ารางวัล สุดท้ายก็เจอโครงการประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยจึงอยากมีส่วนร่วม เพราะเวลาที่ผมได้ทำโปรเจกต์อะไรสักอย่างเหมือนเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างหนึ่งเช่นกัน
      
       “แต่ครั้งแรกที่เข้ารวมประกวดและได้รางวัลอย่างชัดเจนคือ ผลงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘ที่แท้’ ในโครงการหนังยอดแย่ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้จัด โดยผมไม่เคยคิดเลยว่าจะทำหนังให้ออกมาดูแย่ แต่ที่ต้องตั้งคอนเซ็ปต์นี้ไว้ เพราะคิดว่าการที่เราจะสร้างหนังสักเรื่องนั้นไม่จำเป็นที่จะทำให้ออกมามีองค์ประกอบครบทุกอย่างก็ได้ เรียกได้ว่าฟรีสุดๆ เพื่อให้หลุดพ้นออกมาจากกรอบเดิมๆ สุดท้ายกลายเป็นว่าได้รางวัลจูเนียร์ยอดแย่มาครอง
      
       “สำหรับหนังเรื่องแรกของผมก็ไม่รู้จะประเมินอะไร ยังไง แต่กับรางวัลหนังยอมแย่นี้มันคงเหมือนกับราสเบอรีเน่าคือ คล้ายๆ กับเป็นรางวัลที่ห่วยๆ ของฮอลลีวู้ด ซึ่งตัวผมมีความภูมิใจในด้านหนึ่งคือสามารถทำหนังมาแล้วได้รางวัล แต่รางวัลที่ได้นั้นก็เป็นรางวัลยอดแย่ แต่นั่นมันก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ได้รางวัลแล้วหนังจะดี” ฟิล์มเล่าถึงความเป็นมา และโอกาสที่ทำให้เขาได้ก้าวมายืน ณ จุดนี้
      
       *‘ก้อเหมือนเดิม’ กลายเป็นหนังแจ้งเกิด
      
       หลังจากภาพยนตร์สั้นยอดแย่เสร็จสิ้น ฟิล์มยังคงฝังตัวเองอยู่กับการผลิตหนังสั้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนสามารถคลอดหนังสั้นเรื่องที่ 2 ที่แจ้งเกิดความเป็นฟิล์มอย่างเต็มตัวนั่นคือ ‘ก้อเหมือนเดิม’ โดยหนังสั้นเรื่องนี้มีฉากแสดงถึงความอึดอัดผสมความอบอุ่นของครอบครัวอยู่ ซึ่งฟิล์มบอกว่า หนังอาจจะดูน่ารัก แต่บางครั้งเขากลับมองว่าการปล่อยให้เด็กอยู่บ้านคนเดียว เป็นอะไรที่ร้ายแรงมาก...
      
       “เรื่องนี้สื่อถึงครอบครัวที่ลูกมีความคาดหวังว่าวันหนึ่งแม่จะพาไปเที่ยวทะเล แต่แม่กลับไม่เคยมีเวลาว่างเลย ในทุกวันเด็กคนนั้นก็จะปฏิบัติทุกอย่างซ้ำซาก เหมือนเดิมโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นตื่นนอน โทรศัพท์ กินข้าว ซื้อขนมแล้วแม่ก็กลับมาเพียงแค่เคลียร์ค่าใช้จ่ายให้เท่านั้น ซึ่งหมดสิ้นเรื่องความสัมพันธ์ไปเลย คล้ายๆ กับภาพยนต์เรื่อง NoBodyknow ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นความจริงของครอบครัวส่วนใหญ่ในสังคมเวลานี้สักประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ได้เลย”
      
       “’ก้อเหมือนเดิม’ กลายเป็นหนังซึ่งผมภาคภูมิใจมาก เป็นหนังที่ดูแล้วประทับใจ มีความสุข ซึ่งได้เข้ารอบ 1 ใน 9 โครงการประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อปีก่อน และต่อมาเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลพิเศษชื่อว่า Jury Prize จาก Movie Mania ของจุฬาฯ" เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมแสดงสีหน้าแห่งความปีติ
      
       ตลอดเวลาที่ถ่ายทำหนังจะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้กำกับวัยเด็กที่ยังไม่ได้ทำบัตรประชาชนคนนี้ มักจะหาวิธีทางที่ง่าย และสะดวก เพื่อนำมาเป็นเทคนิคใหม่ๆ สำหรับการเรียนรู้ของตัวเขาเอง ซึ่งในความจริงแล้วจะพบว่าการทำภาพยนตร์สักเรื่องอาจไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด
      
       “เราไม่ควรมองอะไรให้มันมาก และยาก สิ่งสำคัญคือถ้าอยากจะทำอะไรแล้วควรลงมือทำ แล้วเราจะรู้เองว่ามันง่าย หรือยาก และเป็นอย่างที่คิดไว้หรือไม่
      
       “ซึ่งกล้องเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับการถ่ายทำ กล้องอะนาล็อกตัวแรกของชีวิตที่คุณอาเป็นผู้ซื้อให้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริงให้เขาหันมาสนใจงานทางด้านนี้ เวลาถ่ายทำผมใช้กล้องอะนาล็อคกใช้วิธีการตัดต่อในตัวกล้อง ถ้าถ่ายผิดก็จะต้องย้อนกลับแล้วถ่ายใหม่ แล้วที่สำคัญคือต้องถ่ายเรียงเฟรมด้วย ตัดเรื่องเทคนิคของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกไปเลย ซึ่งผมรู้สึกชอบมันตรงระยะเวลา ประสิทธิภาพ และความคมชัด ซึ่งผมคิดว่ามันดีกว่ากล้องดิจิตอลตัวใหม่ของผม”ฟิล์มเล่าให้ฟัง
      
       *จิตวิญญาณความเป็นผู้กำกับ
      
       จิตวิญญาณความเป็นผู้กำกับได้ซึมลึกอยู่ในร่างกายฟิล์มตั้งแต่เล็กๆ สมัยอยู่ชั้นประถมปลายครูและเพื่อนๆ ร่วมชั้นเห็นแววถึงกับมอบโอกาสให้ฟิล์มได้กำกับและแสดงละครเวทีแบบเด็กๆ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการที่สูงกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันทำให้ทุกครั้งที่ฟิล์มกล้าครีเอตงาน และตั้งใจทำทุกชิ้น จนเขาสามารถสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ตนเองได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากรูปแบบของการนำเสนอรายงานที่มักจะดูโอเวอร์ และโดดเด่นกว่าเพื่อนๆ เสมอจนคุณครูพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจดจำเด็กหนุ่มคนนี้ได้ดี...
      
       “เรื่องกล้าทำ หรือไม่กล้าทำผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่การที่คนเราจะมีความคิดพุงกระฉูดขนาดนี้ต้องอยู่ที่เทคนิคการเรียนรู้สภาพแวดล้อม และสิ่งต่างๆ ที่เราเจอ
      
       “มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปส่งน้องเรียนศิลปะในหมู่บ้านกับอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อว่าอาจารย์สุพรรณ อินสมตัว แล้วอาจารย์ท่านให้ผมลองวาดรูปให้ดู แล้วเขาบอกว่ารู้สึกชอบใจเลยชักชวนผมไปเรียน ซึ่งผมก็ต้องเสียเงินสามพันบาท ซึ่งหากถามว่าเงินจำนวนสามพันบาทคุ้มมั้ยเพื่อแลกกับการได้รับรู้ความคิดเขา ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะสิ่งนี้ต้องเรียกว่าเป็นเหมือนบันไดก้าวสำคัญของชีวิตผมในอนาคตเลย
      
       “ผมมองอาจารย์ท่านนี้เป็นไอดอลของผมเลย เพราะความคิดเขาแปลกออกไป ซึ่งถ้ามีคนอย่างนี้อยู่สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น โดยท่านจะบอกเสมอว่าปกติเวลาที่เราทำงานศิลปะ ไม่ต้องแคร์ใครทั้งสิ้น แล้วศิลปินก็จะดูศิลปินกันเอง คือทำทุกอย่างที่เราอยากทำ ทำทุกอย่างตามความชอบ เพราะชาวบ้านมองภาพศิลป์กับศิลปินมองภาพศิลป์จะไม่เหมือนกัน แล้วท่านยังมีแนวคิดอื่นๆ อีกมากที่ผมชอบ อย่างเช่นท่านมีเชื่อมันในศักยภาพของเด็กๆ ทุกคน ว่าเด็กทุกคนเกิดมามีศักยภาพเต็มที่ แต่เราจะดึงสิ่งที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหนกัน
      
       “ทุกวันนี้ผมจึงเชื่อมันในศักยภาพของตนเองมากที่สุด แล้วผมต้องทำในสิ่งที่ผมอยากทำ” ฟิล์มกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่สีหน้านั้นแสดงออกถึงความหนักแน่น
      
       *เดินตามความฝันของฟิล์ม
      
       ...ชีวิตของเราทุกคนเหมือนนาฬิกาที่เดินอยู่ตลอดเวลา แต่นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบนั้น จำต้องมีถ่านที่ดี เฟืองที่ดี กลไกที่ถูกต้อง และความสมพันธ์ระหว่างเข็มสั้น และเข็มยาว ดังนั้นเราทุกคนจึงแตกต่างกันออกไป...
      
       ฟิล์มบอกด้วยว่า ทุกก้าวย่างที่เขาเดินทางไปข้างหน้า เขาต้องทำตามความฝันของตัวเองให้ได้ แต่ในเวลานี้เด็กชายที่มีทั้งความสามรถในด้านการเรียนและกิจกรรมคนนี้อาจจะยังไม่แน่ใจในคำจำกัดความของคำว่า ’ความฝัน’ ของตนเอง
      
       “ความฝันของผมอาจจะการได้สื่อสิ่งที่มีอยู่ในหัวออกไปในรูปแบบที่ทำให้คนสนใจ อยากรับรู้ แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่ชอบทำอะไรที่มีคอนเซ็ปต์ชัดเจน และก็ไม่ชอบการมีแบบแผนที่มาบีบเราจนเกร็งและแน่นเกินไป เหมือนกับการเลี้ยงดูเด็กของผู้ใหญ่หลายๆ คน ไม่ควรจะตีกรอบให้ลูกตัวเองมากนัก ควรจะมองลูกตามสไตล์ของเขา
      
       “เพราะหลายๆ คนก็มีความคิดและมุมมองที่แตกต่างกันออกไป รูเดียวกันบางคนอาจจะดูว่าเล็ก บางคนก็อาจคิดว่าใหญ่ก็ได้” ฟิล์มกล่าว
      
       *ปฏิวัติหนังสั้นสมานฉันท์กับยุทธเลิศ
      
       เท่านั้นไม่พอล่าสุดที่ผ่านมาไม่นานฟิล์มยังได้ร่วมโชว์ฝีไม้ลายมือในการมีส่วนร่วมกำกับภาพยนตร์สั้นคอนเซ็ปต์สมานฉันท์กับคุณต้อม ยุทธเลิศ ผู้กำกับหนังชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย
      
       “ผมกับคุณพ่อช่วยกันปฏิวัติบทขึ้นมา เพราะคำว่าสมานฉันท์เวลานี้ผมมองว่ามันยากมาก ซึ่งบทที่ผมแต่งมานั้นก่อนจะไปถึงมือพี่ต้อมมันก็ดูแหว่งๆ โหว่ๆ อยู่ พอถึงมือพี่ต้อมก็ได้มีการนำมาปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงให้มันออกมาเป็นหนังสั้นมากขึ้น
      
       “เรื่องเลยออกมาคราวๆ ประมาณว่า เด็กสองกลุ่มแยกสนามฟุตบอลกัน คณะกรรมการจึงสั่งปิด ผลสรุปคือ ทั้งสองกลุ่มก็ต้องไปเล่นฟุตบอลข้างถนนด้วยกัน
      
       “การทำงานร่วมกับพี่ต้อมเป็นสิ่งสนุกมากครับ คือเราเพียงแค่ร่วมกันแสดงออกความคิดเห็นและมุมมอง โดยการถ่ายทำ การจัดแสง หรือหลายๆ อย่างจะมีคนทำให้หมด เหมือนได้ไปยืนอยู่ในฐานะผู้กำกับเต็มตัว จริงๆ” ฟิล์มกล่าว
      
       *ปรากฎการณ์ใหม่ผู้กำกับไทยวัย 13
      
       สำหรับเด็กวัย 13 กับการลงมือทำหนังสั้นสักหนึ่งเรื่อง คงสามารถสร้างได้ทั้งปัญหาและประสบการณ์
      
       “ต้องบอกว่าสำหรับเด็กชั้นมัธยาศึกษาปีที่ 2 ที่ทำหนังด้วยตัวเอง ต้องขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละคน อย่างผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะเดินไปในเส้นทางนี้ต่อไปหรือเปล่า ความสนใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
      
       “ที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่หลายๆ คน ต้องปรับสภาพให้เข้ากับสังคมให้ได้ ขึ้อยู่ที่เราว่าจะไปในคอนเซ็ปต์ไหน อยากให้คนรอบข้างมองยังไง แต่ก็ต้องไม่ลืมยึดหลักความเป็นตัวเองที่มีอยู่ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นสังคมคงไม่ต้องมีการแยกผู้หญิง ผู้ชาย สังคมนี้คงไม่ต้องมีหลายพรรคการเมืองด้วย” ฟิล์มกล่าวให้ฟัง
      
       คุณหนูผู้กำกับยังเล่าต่อด้วยว่า หลายๆ ครั้งที่ได้มีโอกาสดูหนังแปลกๆ ที่คุณพ่อหามา แต่โดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีซับไตเติล และพากย์ไทย ซึ่งเขาก็ไม่ได้เก่งภาษาฝรั่งเศส หรือเชี่ยวชาญภาษาอื่นๆ เท่าไหร่ แต่เขาคิดว่าการได้ดูภาพ มุมกล้อง และการจัดไฟ สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
      
       มาถึงเวลานี้โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังทำการตัดต่อของเด็กชายหน้าตาเรียบร้อยคนนี้คือ ‘ความรักคือเส้นขนาน’ ซึ่งเป็นการนำบทที่ผู้เป็นพ่อเคยแต่งไว้มาทำการถ่ายทอดเป็นหนังสั้น ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าคงจะดีในรูปแบบหนึ่ง
      
       และอีกด้านหนึ่งของเด็กชายผู้กำกับอายุน้อยคนนี้คือ ความสนใจในการอ่านหนังสือ ทำหนังสือทำมือที่ตนเองชอบเพื่อหาประสบการณ์ให้ตัวเอง ทุกวันนี้เขายังมีผลงานด้านข้อเขียนโดยเป็นการแนะนำให้เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันได้ดูหนังที่ดี ซึ่งอยู่ในคอลัมน์ Film For Friends นิตยสาร Cream
      
       “ผมไม่อยากเก็บสาระดีๆ ไว้เฉยๆ” ผู้กำกับเด็กเอ่ยปาก
      
       *ไถ่ถามความต้องการของตัวเอง
      
       ระยะเวลากว่า 2 ปี จากวันแรกที่เริ่มจับกล้องถ่ายทำหนังสั้นอย่างจริงจัง จนทุกมีผลงานหนังสั้นจำนวน 6 เรื่องผ่านสายตาใครต่อใครหลายคน คงไม่มากไม่น้อยเกินไป
      
       “ต้องถามตัวเองว่าชอบที่จะแบบนี้หรือเปล่า เพราะถ้าไม่ชอบแล้วทำไปก็คงไม่มีความสุข และถ้าคุณของก็ต้องมีความฝันและแรงบันดาลใจ ประสบความสำเร็จ
      
       “โครงการหลักๆ ที่ต่อไปนี้ผมคิดว่าจะส่งประกวดทุกปีคือ โครงการประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย และแน่นอนว่าผู้เข้าประกวดส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งถ้าหากมองในเรื่องเทคนิคผมอาจจะแย่กว่าเขาอยู่ แต่ถ้ามองในเรื่องประเด็นผมจะรู้สึกชอบประเด็นที่กำลังจะนำเสนอมากกว่า” ฟิล์มกล่าวถึงการวางแผนที่จะสร้างผลงานภาพยนตร์สั้นต่อไปในอนาคต
      
       อีกไม่ช้า ไม่นานคอหนังสั้นอาจจะได้มีโอกาสดูหนัง 4 เรื่อง 4 สไตล์ ของเปรมปภัทรจูเนียร์ เพราะนี่คือโครงการที่เด็กตัวเล็กๆ แต่จินตนาการสูงคิดไว้ว่ากำลังจะลงมือปฏิรูปในไม่ช้านี้ และหากจะถามว่าก้าวต่อไปถ้าเลือกได้อยากทำหนังแนว แก๊งเตอร์ มาเฟียย้อนยุค ใช่มั้ย ฟิล์มไม่ตอบได้แต่พยักหน้าตาม
      
       บางครั้งเรื่องราวไร้สคริปต์ และไม่มีบทตายตัวแน่นอนของผู้กำกับวัย 13 ที่มีพลังมากมายคนนี้ อาจถือเป็นสิ่งที่ว่า ‘แปลก’ และ ‘ใหม่’ ของวงการภาพยนตร์บ้านเรา ที่อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ถึงแม้หลักไมล์ในการทำงานของเด็กหนุ่มผู้กำกับไฟแรงคนนี้จะยังน้อยนิด แต่เชื่อว่าสิ่งที่เขาเลือกทำอยู่นั้นมหาศาลไปด้วยความสามารถที่จะสะท้อนคำพูดบางคำพูด ความรู้สึกบางความรู้สึก ที่เราอาจไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตจริง
      
       ***********************
      
       เรื่อง : นาตยา บุบผามาศ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

________________

  ปัจจุบันผมเป็นนักเขียนคอมลัน์จับตา ในนิตยสารฟิ้ว นิตยสารหนังสั้นเล่มแรกและเล่มเดียวของเมืองไทย โดยใช้นามปากกา เปรมปพัทธ จูเนียร์ ผลิตผลการพิมพ์