ครบรอบ 3 ปีก้อเหมือนเดิมแล้วล่ะครับ

3ปีที่แล้ว ชีวิตการทำหนังผมยังมั่วๆ ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนามากพอสมควร

ผมในฐานะที่เป็นเด็กคนแรกๆ ที่มาบูมเรื่องทำหนังสั้น และถ้าจะพูดอะไรที่ดูเว่อไปกว่านั้นคือ ผมยังเป็นโต้โผคนหนึ่งที่ดึงเอาโลกหนังสั้น มาขยายวงสังคมให้กว้างขึ้นด้วย(น่าหมั่นไส้มั้ย 555+) ตั้งแต่เอาหนังสั้นไปออกรายการเจาะใจเอย ไปออกเอ็มวีอาร์เอส ไปลงหน้าหนึ่งนสพ.ผู้จัดการ ไปลงสกุลไทย และที่สำคัญคือฟิ้ว

  จากประสบการณ์การทำหนังมา 5 ปี รู้สึกว่าเราจะได้เรียนรู้ชีวิตมากมาย ตั้งแต่ปีแรกๆที่ตัวเองทำหนัง ตอนนั้นเราเป็นคนโดนสัมภาษณ์ เสมือนเป็นบุคคลสาธารณะก็ว่าได้ รายการทีวี+นิตยสาร+นพส.+เว็บไซต์ มาสัมภาษณ์กันวันต่อวัน บางวันให้สัมภาษณ์ตอนเช้า ไปอัดรายการตอนบ่ายก็มี จนกระทั่งเราได้มาเป็นนักเขียนในนิตยสารครีม จากการชักชวนของพี่อ้อย อดีตบก.แพรว ถึงจะไม่ใช่งานหนักอะไร แค่เขียนแนะนำหนัง+หนังสั้น แต่ก็ถือว่าเรามีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเสียที

  จนกระทั่งรายการทีวีอาสา ที่ชวนเราไปอัดรายการ ให้เราไปกำกับหนังสั้นคู่กับพี่ต้อม ยุทธเลิศ ผกก.บุปผาราตรี หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนเชิญไปพูด เป็นวิทยากร ไปจัดอบรม เหตุหนึ่งคงเพราะเราพูดสนุกด้วยมั้ง เราก็เป็นเด็กคนนึงที่ไม่เล่นเกมออนไลน์อย่างบ้าคลั่ง (ด้วยเพราะฝีมือการเล่นเข้าขั้นเลว) และทางบ้านก็เคยเปิดร้านหนังสือ เลยได้อ่านอะไรเยอะพอสมควร

 จนตอนนี้ นานๆที ถึงจะมีคนมาสัมภาษณ์เรา ถ้าเราไม่ได้ทำหนังเรื่องใหม่ หรือออกกิจกรรมที่ไหน ก็ไม่มีสื่อที่ไหนมาสัมภาษณ์หรอก เพราะประเด็นที่สื่อมาสัมภาษณ์เราในช่วงแรกคือว่า มาทำหนังสั้นได้ไง แต่ตอนนี้เราก็ให้สัมภาษณ์ไปหมดแล้ว ถ้าจะเปรียบกับบุคคลประเสริฐกว่า ก็ขออนุญาติเปรียบกับพี่ต้อม ยุทธเลิศแล้วกัน เป็นธรรมดาที่ตอนแรกที่พี่ต้อมทำหนัง ก็มีคนมาถามความเป็นมา แต่ตอนนี้พี่ต้อมกลายเป็นผกก.ร้อยล้านไปอย่างที่ประชากรไทยทุกคนต้องรู้จัก ดังนั้นสื่อที่มาสัมภาษณ์ก็จะไม่ถามอีกต่อไปแล้วว่า ทำไมถึงมาทำหนัง แต่เขาจะถามเรื่องของปัจจุบันมากกว่า ว่าหนังที่ทำออกมาเพื่อ... คาดหวังยังไง... จะทำเงินมั้ย...

   เลยลองคิดดูว่า เมื่อก่อนเราทำอะไรไว้ ผลกรรมที่เราทำย่อมตามมา ผมจากที่เคยเป็นคนถูกสัมภาษณ์ ตอนนี้ก็กลายมาเป็นคนสัมภาษณ์คนอื่นบ้าง  ประสบการณ์ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่า และรู้สึกว่าเราจะเสียดายน่าดู ถ้าเราใช้มันอย่างไม่คุ้ม

   เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ตะกอนในสมอง มันก็เริ่มตกผลึก จนเข้าขั้นเคี่ยวขึ้นทุกวัน สมัยก่อนเวลามีคนถามว่า "ช่วยแนะนำอะไรให้กับคนที่อยากทำหนังแต่ไม่กล้าหน่อยได้มั้ย" และผมเคยตอบไปว่า "ขอแค่กล้าก็พอแล้ว" ตอนนี้ผมคิดว่า แค่กล้าอย่างเดียวคงไม่พอ นอกจากกล้า บ้า และแหกคอกแล้ว เรายังต้องศึกษาสิ่งที่เราจะทำอย่างดีด้วย มันเป็นเรื่องง่ายเพราะทุกคนมีปัญญาพอที่จะกดrecord2ครั้ง เพื่อให้สิ่งที่ถ่ายกลายเป็นหนึ่งคลิป แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะเรียกคลิปนั้นว่าหนัง

   และอีกสิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของคนทำงานสัมภาษณ์อย่างผมบ่อยๆคือ สังคมหนังสั้นจะมีคนประเภทหนึ่งที่ทำหนังได้ 1 เรื่อง แล้วบูม มีคนให้ความสนใจ แต่หลังจากเรื่องนั้น ก็เงียบหลายไปเลย ประหนึ่งว่าโดนอุ้มไปหรือเปล่า ถ้าจะเป็นคนทำหนัง จะทำแค่เรื่องเดียว หรือแค่ครึ่งเรื่อง มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าจะเป็นนักทำหนัง เราต้องอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ ทั้งเรื่องของสังคมที่เราก็ควรรู้จักคนให้หลากหลาย และมากมาย เพราะหนังมันเป็นเรื่องของการสื่อสาร ส่วนจะมีศิลปะอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่สื่อออกมา

    หนังไม่ใช่ศิลปะฉาบฉวย ที่เราจะดั้นด้นลงมือทำโดยไม่รู้อะไร แต่มันไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่อยู่ดี หนังแค่ทำให้เราดูมันจนจบ(ทั้งจบแบบเปิด และจบแบบปิด) สร้างความบันเทิง และให้เรากลับไปคิดต่อ ก็โอเคแล้ว

   บทความที่เขียนออกมา ก็เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ มันก็มีทั้งผิดและถูก อยู่ที่มันเป็นความผิดถูกที่ออกมาจากความคิดคนคนไหน   ยังจำเป็นในทุกยุคสมัยที่สังคมต้องมีความแตกต่าง เราถึงจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ

   "ถึงแม้คนในเมืองส่วนใหญ่จะชอบกินอาหารรสหวาน แต่ก็ยังมีร้านอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว ขม มัน เค็ม ไว้รองรับกับคนส่วนน้อย" (จะว่าไปก็นึกถึงนิตยสารไบโอสโคป อ่าว 555+)

     ตั้งแต่เขียนมารู้สึกว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรกับหัวข้อที่ตั้งไว้ตอนแรกเลยแม้แต่นิด แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เราได้มาทำก้อเหมือนเดิม และทำหนังเรื่องอื่นๆ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของแนวคิด แนวคิดที่พร้อมจะต่อต้านในขนบบางอย่าง และที่จะยอมรับค่านิยมใหม่ๆบางมุม ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็มาจากการถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ตั้งแต่อยู่ในท้อง ตั้งแต่เป็นตัวอสุจิ ในความเห็นผมเองคิดว่าไม่จำเป็นที่เราจะต้องเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น หรือเรียนในโรงเรียนชายเซนเตอร์ เพราะเรื่องพรรค์นั้นมันอยู่ที่ดวง และโชคชะตาล้วนๆ  มันอยู่ที่เราจะเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาแตกแขนงกับรอยหยักในสมองเราได้อย่างไรมากกว่า

   พูดไปพูดมา ก็ดูตัวเองแก่ลงทุกวันๆ  อ่านมาถึงตรงนี้ก็คงเห็นอะไรบางอย่าง.... บางทีมันก็เป็นเรื่องมุมมอง คำสัมภาษณ์ที่ผมใช้บ่อยพอสมควรคือ "ห้องๆหนึ่งบางคนอาจมองว่ามันมืด มันเล็ก และบางคนก็มองว่ามันสว่าง และใหญ่" บางทีถ้าเรามองอะไรให้กว้างขึ้น เราก็จะเห็นอะไรที่คนอื่นไม่(กล้า)เห็น

   ขอขอบคุณ คุณครูป้อม สุพรรณ อินสมตัว ถ้าไม่มีศิลปินท่านนี้ ก็ไม่มีฟิล์มแบบนี้ในวันนี้แน่นอน

   ขอขอบคุณ คุณครูนวลจันทร์ ฐานังขโน ครูสอนภาษาไทย ที่ไม่ได้สอนแค่ภาษา แต่สอนทุกสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกรักภาษาไทย

   ขอขอบคุณ พี่ธิดา และพี่สุภาพ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ไปฝึกงานในไบโอ ถึงจะเป็นแค่หนึ่งเดือน แต่ก็เป็นหนึ่งเดือนที่เราเก็บเกี่ยวอะไรได้เยอะจริงๆ

   ขอขอบคุณ พี่ศิโรตม์ ตุลสุข ที่แนะนำในเรื่องเทคนิคให้เราได้ทุกเวลา ตั้งแต่เรายังเป็นหนอนที่เพิ่งฟักตัวออกจากไข่

   ขอขอบคุณ คุณพ่อ ที่นอกจากเป็นอาจารย์ เป็นนักเขียน เป็นนักจิตวิทยา และเป็นพ่อเราแล้ว ยังเป็นผู้จัดการ และอาจารย์ส่วนตัว และเป็นคนปลูกฝังอะไรหลายอย่างให้เราด้วย

  ขอขอบคุณ อากงอาม่า ถ้าไม่ใช่คุณแม่แล้ว อาม่าคือผู้หญิงที่เรารักที่สุดในโลก ถึงตอนนี้ทั้งสองจะไม่ได้อยู่ดูเราแล้ว แต่ท่านก็ทำเราให้มองอะไรกว้างขึ้น ทั้งการพูดภาษาจีน ที่อากงกับอาม่าพูดกัน และทำให้เราขำกลิ้ง เพราะนอกจากฟังไม่ออก เรายังรู้สึกว่า ภาษาจีนฟังแล้วมันตลกดี อาม่าเคยพูดกับอากงคำนึง ไม่รู้ว่าเราฟังผิด หรืออาม่าพูดเล่น หรือเท็จจริงประการใดก็ไม่ทราบแน่ อาม่าบอกว่า "เส้นลายมือเราจะเปลี่ยนตอนกินข้าวต้ม" เราเลยรู้สึกว่าคำพูดนี้ติดหูเรามาจนโต

  ขอขอบคุณ น้องๆ และคุณแม่ ที่ยอมรับ และให้ความช่วยเหลือ+ความบันเทิงมาโดยตลอด

  ขอขอบคุณพี่ๆที่ใจกว้างทุกคน

  ขอขอบคุณสุนทรภู่

  ขอขอบคุณนักแสดงทุกคน

  ขอขอบคุณหนังดีๆ

  ขอบคุณหนังแย่ๆด้วย

  ขอบคุณคนที่ทำให้เราอกหัก และทำให้เรารู้ว่า นิสัยที่แท้จริงของผู้หญิง และเพื่อน จะแสดงออกมาตอนเรามีทุกข์

  ขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่าน

  ขอขอบคุณความใจกว้าง

  ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ทำให้เรารู้ว่า คนๆหนึ่งสามารถอยู่กับคนอีกคนได้เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ทำอะไรกัน นอกจากการคุยอย่างเดียว

  ขอบคุณคนทั้งหลายที่ผ่านมาในชีวิตเรา

  ขอบคุณครูบางคน

  ขอขอบคุณพี่เก้ง ที่อุตส่าห์เขียนการ์ดมาให้เรา ทุกวันนี้การ์ดใบ เราขึ้นหิ้งบูชาไว้เลย

  ขอบคุณ ความน่าจะเป็น ของปราบดา หยุ่น /หนังสือโป๊ ของโน้ต อุดม /อยู่อย่างสง่า ของนพ.วิทยา ฯลฯ เรื่องน่าคิด และเรื่องตลกหลายเรื่องที่เข้ามาในชีวิตเรา

  ขอขอบคุณแฟมิลี่บุ๊คส์ ร้านหนังสือร้านเดียวที่เราสั่งพิซซ่ามากิน อาบน้ำ นอนหลับ ถ่ายหนัง และอ่านหนังสือได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่มีใครด่า

  ขอขอบคุณคุณหมออดิศักดิ์ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำงานอย่างบ้าพลัง และช่วยเราเผยแพร่

  ขอขอบคุณคนดูที่ติดตามหนังเราทุกคน และทุกกำลังใจ ที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่า พลังงานแห่งความหวังดีที่ส่งผ่านจากคนอื่นและเรามองไม่เห็นนั้น เราสามารถสัมผัสมันได้ และสัมผัสมันได้อย่างเต็มที่ ตอนเรากลุ้มใจ

  ขอบคุณ โอ้ต หมาตัวเดียวที่ผมรัก

  และสุดท้ายขอขอบคุณ "ผลิตผลการพิมพ์"  นามสกุลน่าฉงน ที่สร้างความแปลกประหลาดให้ชีวิตเราพอสมควร

 -------------------------

อ้างอิงจาก : คอลัมน์ โดนใจจัง-หนังสั้นเรื่องนี้ โดย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
 
“ก้อเหมือนเดิม”...จากมุมมองของพ่อ
 
จากวันนั้น ถึงวันนี้ 2 ปีที่ทำหนัง “ประชดปิดเทอม !”
แม้จะใกล้ชิดกับลูก แม้จะ(พยายาม)วางตัวเป็น “เพื่อนรุ่นพี่”
แต่กลับเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า เหตุแห่งการลงมือจับกล้องชวนน้องชายมาทำหนัง
“ก้อเหมือนเดิม”ก็คือ...ประชดวันปิดเทอม ที่พ่อไม่ได้พาไปเที่ยวที่ไหนเลย...
(จากข้อเขียนของน้องฟิลม์-เปรมปพัทธจูเนียร์ ในนิตยสารcream ฉบับ ธ.ค.2007)

   ก็เลยทำให้นึกถึงครั้งที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนสพ.ผู้จัดการ(คอลัมน์ผู้จัดการปริทรรศน์ 2 ก.พ.2550) ที่ว่า “ เพราะความเบื่อหน่ายในช่วงปิดเทอม เลยชวนน้องชายมาเปิดอินเทอร์เนต แล้วก็เจอโครงการประกวดหนังสั้นครั้งที่ 10 ของมูลนิธิหนังไทย”

   ปิดเทอมใหญ่ปี 2549 ในช่วงของวันสงกรานต์ ในขณะที่ผมกำลังก้มๆเงยๆกับงานเขียนที่กองอยู่เต็มโต๊ะ ก็ได้ยินเสียงเจ้าลูกชายคนโต(น้องฟิลม์) และลูกชายคนกลาง(น้องเฟรม) สลับกันบ่น จนเสียงบ่นนั้นลอยละล่องเข้ารูหูอยู่หลายครั้ง ทำนองว่า...ปิดเทอมนี้มีแต่ความเซ็ง...ปิดเทอมทั้งทีทำไมต้องอยู่แต่บ้าน?...วันสงกรานต์แต่ต้องมายืนตากผ้า-ล้างจาน... ผมเองก็ได้ยินอยู่ แต่แกล้งทำหูทวนลม แล้วก็ก้มหน้าเคาะแป้นพิมพ์ต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า ...จู่ๆในวันถัดมา ลูกชายคนโตก็ตะโกนมาจากบนบ้านว่า “ คุณพ่อๆ...มาช่วยแสดงหนังให้หน่อย!”

   เมื่อส่งเสียงถามกลับไปว่า “จะให้แสดงอะไร?” เด็กๆก็ตะโกนกลับมาทันใดว่า ให้แสดงเป็น “เจ๊อ้วน”(ผัวที่ช่วยเมียส่งอาหารตามบ้าน)

   ได้ยินเท่านั้น เลือดศิลปินก็ระอุพล่านขึ้น(อดีตดาราละครเวทีมหาลัยนะเนี่ย)
   จึงถึงกับรีบปิดคอมฯ แล้วแจ้นขึ้นไปตามคำสั่งของผู้กำกับวัย 12 ขวบอย่างว่าง่าย
   เมื่อขึ้นไปถึงก็ได้ไถ่ถามกับขบวนการเด็กๆจนเป็นที่เข้าใจดีแล้วว่า พวกเธอกำลังทำอะไรกัน และอยากให้ฉันทำอะไร?

   จากนั้นผมจึงได้ดำรงตนเฉกเช่น มืออาชีพ(ฮั่นแน๊...) นั่นคือ ทำหน้าที่เท่าที่ผู้กำกับมอบหมาย (นั่นคือบทเจ้อ้วน) สำหรับเด็กๆนั้น ก็ปล่อยให้พวกเขาทำงานของเขาไป แม้จะอดไม่ได้บ้าง ที่เผลอกลับมาแสดงบทพ่อ ในบางครั้ง “ เฮ้...อย่าดุน้องนักซิ คุณผู้กำกับ !”

   เรื่องของการให้คำปรึกษา ก็แน่นอนอยู่แล้ว หากถามมาเราก็ให้ความเห็นไปเท่าที่คิดออก ส่วนจะเห็นด้วยและทำตามหรือไม่ นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ต้องซีเรียส(เพราะนี่คือผลงานของเขา) เรื่องที่ลูกชายเห็นด้วย และทำตามก็คือ การใช้เพลงทะเลไม่เคยหลับ ของ วงดิอิมพอสสิเบิ้ล และบทพูดโทรศัพท์กับคุณแม่(ของตัวละคร)ในฉากจบ

   ส่วนเรื่องของเทคนิคพิเศษในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้(ด้วยกล้องอะนาร็อกป๊อกๆแป๊กๆ) ก็ดูออกจะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเขา ขนาดที่ว่าชาวไฮเทคหลายท่านยังเคยบอกกันว่ารู้สึกทึ่ง ดังนั้นมนุษย์โลว์เทคอย่างกระผม จึงควรรู้ประมาณตน ครับ...แม้จะโลว์แต่ก็แอบเซฟข้อมูลที่ลูกชายเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ short Fiction ... “ กล้องอนาล็อก ตัดต่อในตัวกล้อง ถ้าถ่ายผิดก็ต้องย้อนกลับไปถ่ายใหม่ 

   ถ่ายเรียงเฟรม ....แล้วผมเอาโปรแกรมMicrosoft Powerpoint มาเปลี่ยนทีละแผ่น(ทีละสไลด์)เป็นไตเติลของหนังแทน ส่วนเรื่องของเพลง ก็แค่อัดเพลงใส่มือถือ แล้วเปิดขณะถ่ายทำเท่านั้นเอง”

   และแล้วเมื่อหนังถ่ายทำจนจบ และเซฟลงเป็นแผ่นDVD(ขณะนั้นลูกชายยังต้องไปจ้างอาเฮียร้านถ่ายรูปหน้าปากซอย ช่วยไลท์ลงแผ่น) แม้การทำงานครั้งนี้ของเขาดูทุลักทุเลเต็มที แต่อย่างน้อยๆในความรู้สึกของคนเป็นพ่อ ก็นึกดีใจที่ลูกไม่เป็นคนจับจด แต่ทู่ซี้ทำมันจนสำเร็จ และที่ต้องอึ้งไปเลยก็คือ ลูกบอกว่า...จะส่งไปประกวดหนังสั้น ในงานของมูลนิธิหนังไทยครั้งที่ 11 ( 2 กค. – 6 สค. 49)

   คงต้องสารภาพกันตรงๆเลยว่า นอกจากจะอึ้งแล้ว ยังรู้สึก “อาย” เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยปากบอกใคร เพราะกลัวว่าลูกจะเสียกำลังใจ เหตุที่อายก็เพราะเห็นว่า ของเราเป็นเพียงงานระดับโฮมวีดีโอ ที่เหมาะแก่การ ดูกันเอง แซวกันเองหนุกๆในบ้านแค่นั้นไม่น่าจะถึงกับส่งไปประกวดประชันในงานใดๆทั้งสิ้น !

   แต่แล้วต่อมา...ผมเองก็กลับต้องยอมรับว่า ตนเองนั้นคาดผิดอย่างแรง ซ้ำยังกลับรู้สึกอายตัวเองกระทั่งบัดนี้ เพราะเมื่อหนังของเด็ก 12 ขวบเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ผู้คนมากมาย โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่”กลับเปิดใจกว้าง- ให้ความสนใจ- ให้การยอมรับ และที่สำคัญคือ ให้กำลังใจอย่างมากมาย...อย่างที่ผมและลูกชายไม่เคยคาดคิดมาก่อน

...มีทั้งสื่อหนังสือพิมพ์-นิตยสาร หลายฉบับ-รายการทีวี หลายช่อง
   ทยอยกันมาสัมภาษณ์, เชิญไปออกรายการ, ขอหนังไปโชว์, ให้ไปรับรางวัล, ให้ไปแจกรางวัล... กระทั่งขอให้ผู้กำกับวัย 12 คนนี้ไปเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารวัยรุ่น...
(ใช้นามปากกา เปรมปพัทธ-จูเนียร์)

   ความประทับใจเหล่านี้ ใครก็คงจะรู้ว่า คนเป็นพ่อจะรู้สึกปลื้มมากเพียงใด แต่กับคำถามที่ว่า อนาคตของผู้กำกับหนังวัย 12 (13ขวบในวันนี้) จะถึงฝั่งฝันหรือไม่?เพียงใด? ...คำตอบของพ่อก็คงมีเพียงคำพูดที่บอกว่า ...

“ ขอให้ทุกคนจงมั่นใจในศักยภาพของตนเอง จงอยู่กับสิ่งที่ตนรัก จงมีความสุขกับชีวิต รู้จักหาความสุขจากความสงบ และ ... ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

  

คุณพ่อกับผมเมื่อ14ปีที่แล้ว   และ   คุณพ่อกับน้องในหนังเรื่อง เมาแล้วพ่อพาไปไหน

 

ภาพแรกคือ คุณแม่ขณะอ้วน  ภาพสอง ก็คุณแม่ขณะอ้วนอยู่ดี (อ่าว 555+)

ภาพหนังเรื่อง 2008ปีร่ำรวยหรือห่วยแตก ทำในโครงการ2008ของพี่เต๋อ คลีโอ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะชอบยิ้มหรือไม่ชอบยิ้ม แต่ทุกๆคนชอบรอยยิ้ม

 

 

ภาพตอนไปกำกับหนังสั้นคู่กับพี่ต้อม ยุทธเลิศ ที่ สนามแมลงปอล้อคลื่น

 

2 นิตยสารที่มีความหมายกับชีวิตเรา

   

ตอนพาหนังเรื่องที่แท้ (ผลงานแรก) ไปออกอากาศที่ shortfiction ubc film asia

 

 

 

พาหนังสั้น 3 เรื่องไปออกอากาศทีเคทีน

ผมกับครูป้อม สุพรรณ อินสมตัว

  

ขณะพบรัฐมนตรียุติธรรม ตอนเป็น White sipirit idol

04.jpg picture by neo-film

อาม่าและอากง เมื่อ 30 ปีที่แล้วมั้ง

PICT0060.jpg picture by neo-film

แว่นกันแดดเบี้ยว เพราะไม่มีขาแว่น ภาพนี้ขอชุดรด.ของลูกอาจารย์มาใส่ แต่พอดีตัวเลย

เพื่อความฮา ขอตบท้ายด้วยภาพคุณแม่ ตอนเป็นพรีเซนเตอร์ไพ่ยิปซี

PICT0052.jpg picture by neo-film PICT0056.jpg picture by neo-film